Black Ribbon

Line : 0819882628,
Face : Wikran hariratkarun

 

 » SERVICE U«

 

ราคาพร้อมติดตั้งเพียง 2,500 บาท ติดตั้ง 2 จุด ราคา 3,700 บาท

THAISAT

ราคาพร้อมติตดั้งเพียง 2,500 บาท ติตดั้ง 2 จุด ราคา 3,700 บาท

PSI OKX

ราคาพร้อมติดตั้งเพียง 2,800 บาท ติดตั้ง 2 จุด ราคา 4,400 บาท

PSI S2 HD

ราคาพร้อมติตดั้งเพียง 3,400 บาท ติตดั้ง 2 จุด ราคา 5,400 บาท

Gmmz hd lite

ราคาพร้อมติตดั้งเพียง 2,900 บาท ติตดั้ง 2 จุด ราคา 4,500 บาท

Gmmz hd slim

ราคาพร้อมติตดั้งเพียง 2,500 บาท ติตดั้ง 2 จุด ราคา 3,700 บาท

Gmmz mini

promote

HIKVISION เป็นผู้ผลิตกล้องวงจรปิด / IP Camera ชั้นนำของของโลกผลิตสินค้ายี่ห้อของตนเองและ OEM ให้กับยี่ห้อชั้นนำทั้งจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่นและเกาหลีข้อมูลล่าสุดจาก IMS Research บริษัทวิจัยด้านการตลาดชั้นนำของประเทศอังกฤษได้รายงานว่าในปี 2555 Hikvision เป็นผู้ผลิตกล้องวงจรปิดและอุปกรณ์บันทึกภาพ อันดับ 1 ของโลก และ IP Camera อันดับ 3 ของโลก เป็นผู้บุกเบิกและเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีการบีบอัดภาพแบบ H.264 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบัน มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ทางด้านงาน ค้นคว้าวิจัยพัฒนาและการออกแบบผลิตภัณฑ์และซอฟต์แวร์ให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน เน้นทางด้านคุณภาพ ความคมชัด อายุการใช้งาน และฟังก์ชั้นการทำงานของตัวสินเป็นหลัก ด้วยทีมงาน วิศวกรวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) ถึง 3000 คน ทำให้ Hikvision ผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า

ระบบกล้องวงจรปิดและ IP Camera ของ Hikvision ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับมาตรฐาน UL (Underwriters Laboratories ) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นองค์กรกลางเอกชน ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานประเทศ ในการตรวจสอบและการรับรองในมาตรฐานความปลอคภัยของผลิตภัณฑ์ ทางด้านอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีความเข้มงวดและค่าใช้จ่ายสูงมาก ในการตรวจสอบคุณภาพทำให้ผู้บริโภคมั่นจำได้ว่าได้สินค้าที่มีคุณภาพสูงและ Hikvision ยังได้รับมาตรฐานระดับสากลอาทิ CE,FCC.RoSH ฯลฯ

กล้องชุด HIKVISION ราคารวมติตดั้ง

พร้อมติดตั้ง 12,900 บาท

HD TVI 1.0 MP 4 ตัว

พร้อมติตดั้ง 22,900 บาท

HD TVI 1.0 MP 8 ตัว

พร้อมติตดั้ง 43,900 บาท

HD TVI 1.0 MP 16 ตัว

พร้อมติดตั้ง 15,900 บาท

HD TVI 2.0 MP 4 ตัว

พร้อมติตดั้ง 26,900 บาท

HD TVI 2.0 MP 8 ตัว

พร้อมติตดั้ง 49,900 บาท

HD TVI 2.0 MP 16 ตัว

พร้อมติดตั้ง 18,900 บาท

HD TVI 5.0 MP 4 ตัว

พร้อมติตดั้ง 32,900 บาท

HD TVI 5.0 MP 8 ตัว

พร้อมติตดั้ง 59,900 บาท

HD TVI 5.0 MP 16 ตัว

พร้อมติดตั้ง 26,900 บาท

IP CAMERA 2.0 MP 4 ตัว

พร้อมติตดั้ง 49,900 บาท

IP CAMERA 2.0 MP 8 ตัว

พร้อมติตดั้ง 99,900 บาท

IP CAMERA 2.0 MP 16 ตัว

Adapter

adater2

 214198  214199

 

 » PRODUCT «

 

กล้องติดรถยนต์

CameraCar


 

cache

รูปภาพจาก http://www.1024cores.net/home/parallel-computing/cache-oblivious-algorithms

Cache คืออะไร? และ ที่มาของ Cache 


  • Cache
    นั้น ถ้าว่ากันตามหลักการ มันก็คือ หน่วยความจำชนิดหนึ่งซึ่งจะมีความเร็วในการเข้าถึง และการถ่ายโอนข้อมูล ที่สูง โดยจะมีหน้าที่ในการเก็บพัก ข้อมูลที่มีการใช้งานบ่อยๆ เพื่อเวลาที่ CPU ต้องการใช้ข้อมูลนั้นๆจะได้ค้นหาได้เร็ว โดยที่ไม่จำเป็น ที่จะต้องไปค้นหาจากข้อมูลทั้งหมด
  • เปรียบเทียบกันง่ายๆ ก็เหมือนกับการอ่านหนังสือแล้วเวลาที่เจอข้อความที่น่าสนใจ ก็ทำการจดบันทึกไว้ที่สมุด แล้วเมื่อเวลาต้องการข้อมูลนั้นๆ ก็สามารถค้นหาจากในสมุดจดได้ง่ายกว่า เปิดหาจากหนังสือทั้งเล่ม แน่นอนข้อมูลที่จดลงในสมุดนั้น มีขนาดน้อยกว่า ในหนังสือแน่ๆ คงไม่มีใครที่จะลอกข้อมูลทุกบันทัด ทุกหน้าของหนังสือ ลงในสมุดจดเป็นแน่แท้

    เรามาว่ากันถึงเรื่อง Cache ของเรากันต่อดีกว่า จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ในปัจจุบัน เราจะพบการใช้งาน Cache อยู่ 2 แบบ นั่นก็คือ Memory Cache และ Disk Cache โดยที่หลักการทำงานของทั้ง 2 ชนิดนี้ก็คล้ายๆ กัน กล่าวคือ Disk Cache นั้นจะเป็นการอ่านข้อมูลที่ต้องการใช้งานเข้ามาเก็บไว้ในหน่วยความจำหลัก เมื่อ CPU มีการเรียกใช้งาน ก็จะเข้าไปค้นหาในหน่วยความจำหลักก่อน หากว่าไม่พบจึงจะไปค้นหาใน Harddisk ต่อไป และ ในกรณีของ Memory Cache นั้น ก็เป็นอีกลำดับขั้นหนึ่งถัดจาก Disk Cache นั่นก็คือ จะทำการดึงข้อมูลที่มีการเรียกใช้งานบ่อยๆเข้ามาเก็บไว้ในหน่วยความจำ ขนาดเล็ก ที่มีความไวสูงกว่าหน่วยความจำหลัก เมื่อ CPU ต้องการใช้งาน ก็จะมองหาข้อมูลที่ต้องการที่ หน่วยความจำขนาดเล็กนั้นก่อนก่อนที่จะเข้าไปหาในหน่วยความจำหลักที่มีการเข้าถึงและการส่งถ่ายข้อมูลที่ช้ากว่าต่อไป และ หน่วยความจำขนาดเล็กๆ นั้นเราก็เรียกมันว่า Cache นั่นเอง

    สำหรับในบทความนี้ เราจะพูดถึงเรื่อง Memory Cache กันอย่างเดียว เพราะฉะนั้นผมจะขอเรียกแค่สั้นๆว่า Cache ก็ขอให้เป็นอันเข้าใจตรงกันนะครับ ว่ามันหมายถึง Memory Cache

Cache นั้น ตำแหน่งของมัน จะอยู่ระหว่าง CPU กับหน่วยความจำหลัก โดยมันจะทำการดึง หรือ เก็บข้อมูลที่มีการเรียกใช้งานบ่อยๆจากหน่วยความจำหลัก ซึ่งความไวในการอ่าน หรือ ส่งถ่ายข้อมูลจาก Cache ไปยัง CPU หรือ จาก CPU ไปยัง Cache นั้น จะทำได้เร็วกว่า จากหน่วยความจำหลักไปยัง CPU หรือจาก CPU ไปยังหน่วยความจำหลัก มาก เพราะทำด้วย SRAM ซึ่งมีความไวสูงและมีราคาแพงกว่าหน่วยความจำของระบบที่เป็น DRAM อยู่มาก และก็เพราะราคาที่แพงนี้ทำให้ขนาดของ Cache ที่ใช้ในระบบ จึงมีขนาดน้อยกว่าหน่วยความจำหลักอยู่มากเช่นกัน

DRAM
หรือ Dynamic RAM นั้นจะทำการเก็บข้อมูลในตัวเก็บประจุ ( Capacitor ) ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการ refresh เพื่อ เก็บข้อมูลให้คงอยู่ โดยการ refresh นี้ทำให้เกิดการหน่วงเวลาขึ้นในการเข้าถึงข้อมูล และก็เนื่อง จากที่มันต้อง refresh ตัวเองอยู่ตลอดเวลานี้เอง จึงเป็นเหตุให้ได้ชื่อว่า Dynamic RAM

ส่วน SRAM นั้นจะต่างจาก DRAM ตรงที่ว่า DRAM จะต้องทำการ refresh ข้อมูลอยู่ตลอดเวลาแต่ในขณะที่ SRAM จะเก็บข้อมูลนั้นๆ ไว้ และจะไม่ทำการ refresh โดยอัตโนมัติซึ่งมันจะทำการ refresh ก็ต่อเมื่อ สั่งให้มัน refresh เท่านั้น ซึ่งข้อดีของมันก็คือความเร็ว ที่เร็วกว่า DRAM ปกติมาก แต่ก็ด้วยราคาที่สูงกว่ามากจึงเป็นข้อด้อยของมันเช่นกัน

จากที่กล่าวมาข้างต้น ก็ดูเหมือนว่า Cache นั้น มีความสำคัญ ต่อความเร็วของระบบอยู่ไม่ใช่น้อยแล้วทำไมเราถึงเพิ่งจะให้ความสำคัญกับมันล่ะ? เพราะว่า เพิ่งมีการใช้ Cache กับ CPU รุ่นใหม่ๆ อย่างนั้นหรือ?

เปล่าเลย จริงๆแล้ว เรามีการใช้ Cache มาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่รุ่น 80486 ซึ่งสมัยนั้นทาง Intel ก็ได้เริ่มมีการใส่ Cache ให้กับ CPU ของตน โดยเริ่มใส่ขนาด 8KB ในรุ่น 486DX-33 และ ได้ทำการเพิ่มเป็น 16KB ในรุ่น 486DX4 เป็นต้นมา ซึ่ง Cache ที่ใส่ไปนั้น ได้ใส่เข้าไปในแกนหลักของ CPU เลยทำให้การติดต่อระหว่าง CPU กับ Cache นั้น ทำได้เร็วมาก และมีการใช้ Cache อีกขั้นหนึ่ง โดยใส่ไว้ที่ Mainboard ซึ่งจะมีขนาดที่ใหญ่กว่า แต่ช้ากว่า Cache ที่ใส่ไว้ในแกน CPU

เมื่อ CPU ต้องการข้อมูลใดๆ ก็จะทำการค้นหาจาก Cache ที่อยู่ภายในแกน CPU ก่อน หากว่าพบข้อมูลที่ต้องการ ( เรียกว่า Cache Hit ) ก็จะดึงข้อมูลนั้นๆ มาใช้งานได้เลย แต่หากไม่พบ ( เรียกว่า Cache Miss ) ก็จะทำการค้นหาในส่วนของ Cache ที่อยู่บน Mainboard ต่อไป และ หากว่ายังไม่พบอีกก็จะไปค้นหาในหน่วยความจำหลักต่อไปอีกขั้น และหากว่าในหน่วยความจำหลักนั้นก็ยังไม่มีข้อมูลที่ต้องการ ก็จะไปค้นหาต่อใน Harddisk ต่อไป

ด้วยตำแหน่งในการเก็บ Cache ที่ต่างกัน และลำดับขั้นในการเรียกใช้งานต่างกัน จึงเรียก Cache ที่อยู่ในแกนของ CPU ว่า Internal Cache หรือ Level 1 Cache ( L1 Cache ) และ เรียก Cache ที่อยู่บน Mainboard นั้นว่าเป็น External Cache หรือ Level 2 Cache ( L2 Cache )

ต่อมา ใน CPU รุ่น Pentium ของ Intel นั้น ก็ได้ทำการแบ่ง Cache ภายใน ออกเป็น 2 ส่วนเพื่อแยกการทำงานกัน ซึ่งก็ได้แบ่งจาก 16KB นี้ ออกเป็น 8KB เพื่อใช้เก็บคำสั่งต่างๆ เรียกว่า Instruction Cache และ อีก 8KB เพื่อใช้เก็บข้อมูลต่างๆเรียกว่า Data Cache

และต่อมา CPU ในรุ่น Pentium II ของทาง Intel นั้นก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งการเก็บ Cache ระดับ 2 ซึ่งจากปกติจะจัดเก็บไว้ บน Mainboard ก็ทำการย้าย มาเก็บไว้บน Package เดียวกับ CPU ( CPU Intel Pentium II นั้น จะมีลักษณะเป็น Cartridge แผ่นกว้างๆ มี CPU อยู่ตรงกลางและ เก็บ Cache ไว้ข้างๆ แล้วรวมกันเป็น Package เดียวกัน เรียกว่า Single Edge Contact Cartridge หรือ SECC แต่ก็ยังคงเรียก Cache ที่อยู่บน SECC ว่าเป็น External Cache หรือ Level 2 Cache เช่นเดิม เพราะยังคง อยู่ภายนอกตัว CPU เพียงแค่อยู่บน Package เดียวกันเท่านั้น

แต่ด้วยราคาที่สูงมากของ CPU Pentium II ในสมัยที่เพิ่งวางตลาดนั้น ทำให้มีผู้ที่มีอำนาจในการซื้อมาใช้งานน้อย ทาง Intel จึงได้ตัด Cache ระดับ 2 ออก จาก Pentium II เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเปลี่ยนรูปแบบ Package ให้ดูบางลง แล้วเรียก CPU ใหม่นี้ว่า Celeron และ เรียก Package ของ Celeron ว่า Single Edge Processor Package

จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมาแล้วว่า Cache นั้นมีราคาสูง เพราะฉะนั้นเมื่อตัด Cache ระดับ 2 ออกทำให้ราคาของ Celeron ถูกกว่า Pentium II อยู่มาก และทาง Intel ก็หวังจะใช้ Celeron ที่ราคาถูกนั้น ตีตลาดระดับกลาง และ ระดับล่าง

แต่แล้วก็ฝันสลาย เพราะ Celeron ที่ไม่มี Cache นั้น ในด้านการเล่นเกมส์ที่ไม่มีการเรียกใช้ Cache เท่าไร ทำคะแนน หรือ มีความสามารถ เทียบเท่ากับ Pentium II ที่ระดับความเร็วเท่าๆ กัน แต่ ในงานด้าน Office Application เช่น Microsoft Word, Microsoft Excell กลับทำได้แย่มากๆ จากที่เห็นก็คือ Celeron ที่ความเร็ว 300 MHz นั้น เมื่อใช้งานกับ Application ดังกล่าว กลับช้ากว่า Pentium MMX 233 เสียอีกทำให้ Celeron รุ่นดังกล่าวไม่ได้รับความนิยมเท่าใดนัก

ทาง Intel จึงได้ผลิต Celeron รุ่นใหม่ที่ได้เติม Cache ระดับ 2 เข้าไปด้วย โดยให้มีขนาดเพียง 1/4 ของ Pentium II แต่ให้ทำงานด้วย ความเร็วเท่ากับ ความเร็วของ CPU ( Cache ระดับ 2 ของ Pentium II นั้นจะทำงานที่ความเร็วเพียงครึ่งหนึ่งของความเร็ว CPU ) และเพียงแค่เพิ่ม Cache ระดับ 2 เข้าไปนี้เอง ผลคะแนนที่ได้จากการทำงานกับ Application ดังกล่าวนั้น กลับเพิ่มขึ้นมามาก ต่างจาก รุ่นเดิมที่ไม่มี Cache อย่างเห็นได้ชัด

นี่เป็นจุดหนึ่งละนะ ที่ทำให้ Cache เริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้น แต่ยังไม่หมดเท่านี้ อีกจุดหนึ่งที่ทำให้เรื่องของ Cache นั้นเป็นที่กล่าวถึง กันมากขึ้นในขณะนี้ เกิดจากการประกาศตัวของ AMD K6-III

AMD K6-III
มีอะไรดี ถึงทำให้เรื่องของ Cache เป็นที่น่าสนใจนักอันนี้คงต้องเท้าความกลับไปอีกสักนิดหนึ่งก่อน ว่า CPU ของ AMD นั้นก็มีการใช้ Internal Cache และ External Cache เช่นเดียวกับ CPU ของ Intel มาโดยตลอด เมื่อ Intel เปลี่ยนสถาปัตยกรรมใหม่ เอา Cache ไปไว้บน Package ของ CPU และไม่มีการใช้ Cache บน Mainboard อีกต่อไป แต่ทาง AMD ก็ยังคงใช้งานบน สถาปัตยกรรมเดิม คือมี Internal Cache ภายใน CPU และมี External Cache อยู่บน Mainboard เรื่อยมาจนถึงรุ่น AMD K6-2

พอมา AMD K6-III ( หรือก็คือ AMD K6-3 แต่มีการเปลี่ยนชื่อ เพื่อให้สอดคล้องกับ Intel Pentium III ) ทาง AMD ก็ได้ทำการเพิ่ม Cache เข้าไปที่ Package ของ CPU บ้าง ( แต่ไม่ได้รวมเข้าไปในแกนของ CPU ) และ ก็ยังคงให้มี Cache บน Mainboard เช่นเดิม ดังนั้น จึงเกิดมีการใช้งาน Cache ถึง 3 ระดับด้วยกัน ( เรียกว่า Tri-Level Cache ) โดย ระดับแรกสุดนั้น ก็คือ Cache ที่อยู่ภายในแกนของ CPU เลย ระดับถัดมา ก็อยู่บน Package ของ CPU และระดับสุดท้ายอยู่บน Mainboard ซึ่งขนาดของ Cache ก็จะมากขึ้นตามลำดับในขณะที่ความเร็วในการใช้งานกลับลดลงตามลำดับ

และนี่เอง จึงทำให้เรื่องของ Cache นั้นเป็นที่น่าสนใจยิ่งนัก ทั้งเรื่องที่ว่า ขนาดของ Cache ที่มีใน Celeron มีน้อย แต่ทำงานด้วยความเร็วสูง เท่ากับความเร็ว CPU ส่วน Pentium II มี Cache มากกว่า Celeron แต่ทำงานด้วยความเร็วเป็นครึ่งหนึ่ง ของ CPU อย่างไหนสำคัญกว่ากันขนาด หรือ ความเร็ว? และ เรื่องของ Tri-Level Cache ใน AMD K6-III นั้นจะทำให้ระบบเร็วขึ้นจริงไหม? มี Cache หลายระดับดีกว่าไหม?

0
0
0
s2sdefault

hardware

ปัญหาของ ฮาร์ดแวร์

  • RAM หายไปไหนเนี่ย 
    อาการของ RAM หายไปดื้อ ๆ จะเกิดกับการใช้เมนบอร์ดรุ่นที่มี VGA on board  ที่จริงก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก เพียงแต่ส่วนหนึ่งของ RAM จะถูกนำไปใช้กับ VGA และขนาดที่จะโดนนำไปใช้ก็ขึ้นอยู่กับการตั้งใน BIOS ครับ
  • ใช้เครื่องได้สักพัก มักจะแฮงค์ พอปิดเครื่องสักครู่แล้วเปิดใหม่ก็ใช้งานต่อได้อีกสักพักแล้วก็แฮงค์อีก
    อาจจะเกิดจากความร้อนสูงเกินไปอย่างแรกให้ตรวจสอบพัดลมต่าง ๆ ว่าทำงานปกติดีหรือเปล่า หากเครื่องทำ Over Clock อยู่ด้วยก็ทดลองลดความเร็วลงมา ใช้แบบงานปกติดูก่อนว่ายังเป็นปัญหาอยู่อีกหรือเปล่าถ้าใน bios มีระบบดูความร้อนของ CPU หรือ Main Board อยู่ด้วยให้สังเกตค่าของอุณหภูมิ ว่าสูงเกินไปหรือเปล่าทั้งนี้อาจจะทำการเพิ่มการติดตั้งหรือเปลี่ยนพัดลมของ CPU ช่วยด้วยก็ดี
  • มีข้อความ BIOS ROM CHECK SUM ERROR ตอนเปิดเครื่อง
    อาการนี้ส่วนใหญ่เกิดจากถ่านของ BIOS หมดหรือเกิดการหลวมครับให้ลองขยับถ่านให้แน่น ๆ ดูก่อน ถ้าไม่หายก็ต้องลองเปลี่ยนถ่านบนเมนบอร์ดดู (ก่อนเปลี่ยนถ้ามี Meter วัดไฟดูก่อนก็ดี) หลังจากเปลี่ยนแล้วให้ทำการ Clear BIOS Jumper ก่อนด้วย จะเป็น Jumper ใกล้ ๆ กับ IC BIOS นั่นแหละ ทำการ Jump ค้างไว้สัก 5 วินาทีแล้วก็ Jump กลับที่เดิมก่อน หลังจากนั้นต้องเข้าไปตั้งค่าต่าง ๆ ของ BIOS ใหม่ด้วย
  • ลืม Password ของ BIOS จะทำยังไงดี
    ให้ทำการถอดถ่านของ BIOS ออกสักครู่ แล้วใส่กลับเข้าไปใหม่ ทำการ Clear Jumper BIOS ก่อนด้วยหรือลองดูวิธีการ Clear/Reset Password ของ BIOS
  • ไม่สามารถใช้งาน ฮาร์ดดิสก์ได้มากกว่า สำหรับเมนบอร์ดรุ่นเก่า
  • เกิดจากที่ BIOS ไม่สามารถรู้จักกับ ฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดใหญ่ ๆ ได้จะเป็นกับเมนบอร์ดรุ่นเก่า ๆ ที่เคยพบมาอีกแบบคือ Windows มองเห็นเกิน  แต่ไม่สามารถใช้งานได้ จะบอกว่าฮาร์ดดิสก์ของเราเต็ม วิธีแก้ไขอย่างแรกคือให้ลองทำการ Update BIOS เป็น Version ใหม่ดูก่อน (ถ้าหาได้) หรือไม่ก็หา Download โปรแกรมสำหรับจัดการพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ จากเวปไซต์ของผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ยี่ห้อนั้น ๆหรืออาจจะใช้วิธีการแบ่ง Partition ให้มีขนาดใหญ่ ก็อาจจะช่วยได้
0
0
0
s2sdefault