Black Ribbon

Line : 0819882628,
Face : Wikran hariratkarun

 

 » SERVICE U«

 

ราคาพร้อมติดตั้งเพียง 2,500 บาท ติดตั้ง 2 จุด ราคา 3,700 บาท

THAISAT

ราคาพร้อมติตดั้งเพียง 2,500 บาท ติตดั้ง 2 จุด ราคา 3,700 บาท

PSI OKX

ราคาพร้อมติดตั้งเพียง 2,800 บาท ติดตั้ง 2 จุด ราคา 4,400 บาท

PSI S2 HD

ราคาพร้อมติตดั้งเพียง 3,400 บาท ติตดั้ง 2 จุด ราคา 5,400 บาท

Gmmz hd lite

ราคาพร้อมติตดั้งเพียง 2,900 บาท ติตดั้ง 2 จุด ราคา 4,500 บาท

Gmmz hd slim

ราคาพร้อมติตดั้งเพียง 2,500 บาท ติตดั้ง 2 จุด ราคา 3,700 บาท

Gmmz mini

promote

HIKVISION เป็นผู้ผลิตกล้องวงจรปิด / IP Camera ชั้นนำของของโลกผลิตสินค้ายี่ห้อของตนเองและ OEM ให้กับยี่ห้อชั้นนำทั้งจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่นและเกาหลีข้อมูลล่าสุดจาก IMS Research บริษัทวิจัยด้านการตลาดชั้นนำของประเทศอังกฤษได้รายงานว่าในปี 2555 Hikvision เป็นผู้ผลิตกล้องวงจรปิดและอุปกรณ์บันทึกภาพ อันดับ 1 ของโลก และ IP Camera อันดับ 3 ของโลก เป็นผู้บุกเบิกและเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีการบีบอัดภาพแบบ H.264 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบัน มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ทางด้านงาน ค้นคว้าวิจัยพัฒนาและการออกแบบผลิตภัณฑ์และซอฟต์แวร์ให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน เน้นทางด้านคุณภาพ ความคมชัด อายุการใช้งาน และฟังก์ชั้นการทำงานของตัวสินเป็นหลัก ด้วยทีมงาน วิศวกรวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) ถึง 3000 คน ทำให้ Hikvision ผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า

ระบบกล้องวงจรปิดและ IP Camera ของ Hikvision ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับมาตรฐาน UL (Underwriters Laboratories ) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นองค์กรกลางเอกชน ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานประเทศ ในการตรวจสอบและการรับรองในมาตรฐานความปลอคภัยของผลิตภัณฑ์ ทางด้านอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีความเข้มงวดและค่าใช้จ่ายสูงมาก ในการตรวจสอบคุณภาพทำให้ผู้บริโภคมั่นจำได้ว่าได้สินค้าที่มีคุณภาพสูงและ Hikvision ยังได้รับมาตรฐานระดับสากลอาทิ CE,FCC.RoSH ฯลฯ

กล้องชุด HIKVISION ราคารวมติตดั้ง

พร้อมติดตั้ง 12,900 บาท

HD TVI 1.0 MP 4 ตัว

พร้อมติตดั้ง 22,900 บาท

HD TVI 1.0 MP 8 ตัว

พร้อมติตดั้ง 43,900 บาท

HD TVI 1.0 MP 16 ตัว

พร้อมติดตั้ง 15,900 บาท

HD TVI 2.0 MP 4 ตัว

พร้อมติตดั้ง 26,900 บาท

HD TVI 2.0 MP 8 ตัว

พร้อมติตดั้ง 49,900 บาท

HD TVI 2.0 MP 16 ตัว

พร้อมติดตั้ง 18,900 บาท

HD TVI 5.0 MP 4 ตัว

พร้อมติตดั้ง 32,900 บาท

HD TVI 5.0 MP 8 ตัว

พร้อมติตดั้ง 59,900 บาท

HD TVI 5.0 MP 16 ตัว

พร้อมติดตั้ง 26,900 บาท

IP CAMERA 2.0 MP 4 ตัว

พร้อมติตดั้ง 49,900 บาท

IP CAMERA 2.0 MP 8 ตัว

พร้อมติตดั้ง 99,900 บาท

IP CAMERA 2.0 MP 16 ตัว

Adapter

adater2

 214198  214199

 

 » PRODUCT «

 

กล้องติดรถยนต์

CameraCar


 

  • package 419244 960 720 (1)
  • ความหมายของซอฟต์แวร์และหน้าที่ของซอฟต์แวร์
  • ประเภทของซอฟต์แวร์
  • ข้อดี - ข้อเสียระหว่างการจัดจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์กับการจัดหาซอฟต์แวร์สำเร็จรูปในองค์กร

กฎหมายลิขสิทธิ์ของซอฟต์แวร์ 

 

ในปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิต ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มีการนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานด้านต่าง ๆ เช่น งานคำนวณ งานวิเคราะห์ งานวางแผน งานออกแบบ งานด้านวิทยาศาสตร์ งานด้านการแพทย์ ในยุคแรก ๆ นั้น เครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องอาศัยมนุษย์เป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติงานของเครื่อง ต่อมาได้มีการพัฒนาการสร้างโปรแกรมขึ้นโดยรวบรวมคำสั่งงานต่าง ๆ ที่มนุษย์ต้องการเพื่อสั่งให้เครื่องทำงานแทน โปรแกรมหรือชุดคำสั่งนี้ เรียกว่า ซอฟต์แวร์ (Software) โปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่จะสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานจะต้องมีรายละเอียดทุกขั้นตอนเพื่อให้เครื่องปฏิบัติตามจนได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ โปรแกรมนี้จะถูกเก็บไว้ในหน่วยความจำภายในซีพียู หลังจากนั้นเครื่องจะทำงานด้วยตนเองตามโปรแกรมภายใต้การควบคุมของหน่วยควบคุม 

 

ความหมายของซอฟต์แวร์และหน้าที่ของซอฟต์แวร์
ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึง รายละเอียดของชุดคำสั่ง (Instructions) ที่เขียนขึ้นอย่างมีลำดับขั้นตอนเพื่อควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์
หน้าที่ของซอฟต์แวร์ต่อการบริหารองค์กร มีดังนี้
- จัดการเกี่ยวกับทรัพยากรภายในองค์กร
- เป็นเครื่องมือในการสร้างความได้เปรียบของทรัพยากรที่มีต่อคู่แข่งขัน
- เป็นสื่อกลางระหว่างองค์กรและการเก็บสารสนเทศภายในหน่วยงาน
ประเภทของซอฟต์แวร์ สามารถแบ่งได้ 2 ประเภทคือ
ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)
1 ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) เป็นโปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่เขียนขึ้นเพื่อควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ประสานกัน และควบคุมลำดับขั้นตอนการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ในระบบคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ระบบที่นิยมแพร่หลาย ได้แก่ DOS, UNIX, WINDOWS, SUN, OS/2, NET WARE เป็นต้น
ประเภทของซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (Operating Systems : OS) หรือ Supervisory Programs หรือ Monitors Programs เป็นโปรแกรมที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งและมีความสลับซับซ้อนมาก ช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถควบคุม (Control) การปฏิบัติงานของเครื่องได้เองโดยอัตโนมัติ และดูแลตรวจตราทุก ๆ การทำงานของฮาร์ดแวร์ในระบบคอมพิวเตอร์ นับตั้งแต่เปิดเครื่องจนกระทั่งปิดเครื่อง ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างซอฟต์แวร์กับฮาร์ดแวร์
หน้าที่หลัก ๆ ของโปรแกรมระบบปฏิบัติการ มีดังนี้
1) การจองและการกำหนดการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์
2) การจัดตารางงาน (Scheduling)
3) การติดตามผลของระบบ (Monitoring)
4) การทำงานหลายโปรแกรมพร้อมกัน (Multiprogramming)
5) การจัดแบ่งเวลา (Time Sharing)
6) การประมวลผลหลายชุดพร้อมกัน (Multiprocessing)
ประเภทของโปรแกรมระบบปฏิบัติการ
1) โปรแกรมที่ทำงานทางด้านควบคุม (Control Programs) หมายถึง โปรแกรมที่ใช้ ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องที่สำคัญ ได้แก่
a. Supervisor การจัดการทั่วไปเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ จะอยู่ภายใต้ ความควบคุมของ Supervisor ซึ่งอยู่ในหน่วยความจำหลักในซีพียูและทำหน้าที่ประสานงานกับส่วนอื่น ๆ ของโปรแกรมควบคุมระบบ เมื่อใดที่โปรแกรมภายใต้ระบบปฏิบัติการถูกเรียกมาใช้งาน Supervisor จะส่งการควบคุมไปยังโปรแกรมนั้น เมื่อการทำงานสิ้นสุดลง โปรแกรมดังกล่าวจะส่งการควบคุมกลับมายัง Supervisor อีกครั้ง
b. โปรแกรมควบคุมงานด้านอื่น ๆ (Other Job/Resource Control Programs) ได้แก่ โปรแกรมที่ควบคุมเกี่ยวกับลำดับงาน ความผิดพลาดที่ทำให้การหยุดชะงักของโปรแกรม (Interrupt) หรือพิมพ์ข้อความหรือข่าวสารให้แก่ผู้ควบคุมเครื่องทราบเมื่อมีข้อผิดพลาด หรือต้องการแจ้งให้ทราบถึงสถานภาพของอุปกรณ์รับส่ง เป็นต้น
2) ระบบปฏิบัติการของไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer Operating System) จะมี ลักษณะเฉพาะโดยขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการและฮาร์ดแวร์ โปรแกรมสำเร็จรูปไม่สามารถใช้ข้ามระบบปฏิบัติการได้ เช่น โปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้บนระบบปฏิบัติการ MS - DOS จะไม่สามารถนำไปใช้บน Windows ได้ ระบบปฏิบัติการที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้แก่
a. MS - DOS (Microsoft Disk Operating System) เป็นโปรแกรมควบคุม ระบบปฏิบัติการ พัฒนาในช่วงปีค.ศ. 1980 จากบริษัท Microsoft พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้กับงานเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Microprocessor รุ่น 8086, 8088, 80286, 80386, 80486 สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องคอมพิวเตอร์ IBM Compatible ทั่วไป มี 2 เวอร์ชัน (Version) ได้แก่ PC-DOS และ MS-DOS ดอสเป็นระบบปฏิบัติการที่มีส่วนประสานกับผู้ใช้ (User Interface) เป็นแบบป้อนคำสั่ง (Command - line User Interface) MS - DOS นั้นจะมีส่วนประกอบโปรแกรม 3 ส่วน คือ IO.SYS MS - DOS.SYS และ COMMAND.COM ทั้ง 3 โปรแกรมจะทำหน้าที่ในการจัดการทำงานทุกอย่างในระบบ สำหรับ MS - DOS.SYS และ IO.SYS นั้นเป็นไฟล์ระบบและถูกซ่อนไว้ในขณะที่เราสั่งงาน
IO.SYS เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ป้อนเข้า (Input Device) และอุปกรณ์แสดงผล (Output Device) เช่น แป้นพิมพ์ จอภาพ และเครื่องพิมพ์ เป็นต้น
MS - DOS.SYS เป็นส่วนที่ใช้ในการเข้าถึง (Access) โปรแกรมย่อย (Routine) ต่าง ๆ ของดอส เมื่อโปรแกรมมีการเรียกใช้รูทีนเหล่านั้น ตัว MS - DOS.SYS จะรับข้อมูลต่าง ๆ จากโปรแกรมต่าง ๆ ผ่านจากรีจิสเตอร์ทำการควบคุมการทำงาน (Control Block) และจัดพารามิเตอร์ในการเรียกใช้ IO.SYS ให้ทำงานตามที่ต้องการ
COMMAND.COM ทำหน้าที่เป็นตัวประสาน คอยรับคำสั่งจากผู้ใช้ผ่านทางแป้นพิมพ์ เพื่อส่งผ่านคำสั่งไปยังคอมพิวเตอร์ เปรียบเสมือนตัวเชื่อมผู้ใช้กับโปรแกรมจัดระบบ
คำสั่งในระบบ MS - DOS จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
- คำสั่งภายใน (Internal Command) เป็นคำสั่งที่มีอยู่แล้วภายในระบบ เช่น คำสั่ง DIR (Directory) เป็นการเรียกข้อมูลจากหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง ขึ้นมาดูเพื่อค้นหาแฟ้มข้อมูล คำสั่ง COPY เป็นการสำรองข้อมูลไว้ REN (Rename) เป็นการเปลี่ยนชื่อแฟ้มข้อมูลโดยที่ข้อมูลภายในยังคงเหมือนเดิม คำสั่ง TYPE เป็นการเรียกดูรายละเอียดของข้อมูลแต่ละแฟ้มขึ้นมาดู แต่แฟ้มนั้นจะต้องอยู่ในรูปของข้อความ (Text File) และคำสั่ง CLS (Clear) เป็นคำสั่งลบข้อความบนจอภาพ โดยที่ข้อมูลที่อยู่ภายในแฟ้มจะไม่หาย เป็นต้น
- คำสั่งภายนอก (External Command) คำสั่งประเภทนี้ต้องเรียกใช้จากแผ่นโปรแกรมหรือจากหน่วยความจำสำรองที่ได้สร้างเก็บคำสั่งต่าง ๆ เหล่านี้ไว้หากไม่มีก็จะไม่สามารถเรียกคำสั่งขึ้นมาใช้ได้ เช่น คำสั่ง CHKDSK (Check Disk) เป็นคำสั่งที่ใช้ในการตรวจสอบหน่วยเก็บข้อมูลสำรองว่ามีพื้นที่ในการเก็บเท่าใด ใช้ไปเท่าใด คงเหลือเท่าใด และมีส่วนหนึ่งส่วนใดของหน่วยเก็บข้อมูลสำรองเสียหรือไม่
คำสั่ง FORMAT เป็นการจัดเตรียมโครงสร้างภายในแผ่นหรือจานแผ่นเหล็ก เป็นการวิเคราะห์แผ่นจานแม่เหล็กสำหรับตำแหน่ง (Track) ที่เสีย
b. Windows 3.X ประมาณต้นปี ค.ศ. 1990 บริษัทไมโครซอฟต์ได้ผลิต Windows 3.0 ซึ่งนำมาใช้การทำงานระบบกราฟิกเพื่อให้ผู้ใช้ใช้งานง่ายและสะดวกเรียกว่า GUI (Graphic User Interface) โดยใช้ภาพเล็ก ๆ เรียกว่า ไอคอน (Icon) และใช้เมาส์ (Mouse) แทนคีย์บอร์ด (Key Board) นอกจากนี้ Windows 3.0 ขึ้นไป ยังสามารถทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ใช้งานโปรแกรมได้มากกว่าหนึ่งโปรแกรมในขณะเดียวกันเรียกว่า Multitasking ได้พัฒนาระบบปฏิบัติการ Windows ขึ้นมามี 3 เวอร์ชัน (Version) ได้แก่ Windows 3.0, Windows 3.1 และ Windows 3.11
c. Windows 95 ต่อมาในปี ค.ศ. 1995 บริษัทไมโครซอฟต์ได้ผลิต Windows 95 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ทำงานแบบหลายงาน (Multitasking) การทำงานในลักษณะเครือข่าย (Network) Windows 95 มีคุณลักษณะเด่น ดังนี้
- มีระบบติดต่อกับผู้ใช้โดยแสดงเป็นกราฟิก (Graphical User Interface :GUI)
- มีความสามารถในการเปิดเอกสารได้ครั้งละหลายไฟล์ และสามารถใช้โปรแกรมหลาย โปรแกรมในเวลาเดียวกัน
- มีโปรแกรมเวิร์ดโปรเซสซิ่ง เรียกว่า Word Pad โปรแกรมวาดรูป และเกม
- เริ่มมีเทคโนโลยี Plug and Play และสนับสนุนการติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่าย อินเทอร์เน็ต โดยติดตั้ง Windows 95 ไม่จำเป็นต้องติดตั้งที่ MS-DOS ก่อน แต่สามารถใช้งานร่วมกับ MS-DOS ได้
- สามารถใช้แอปพลิเคชันที่รันบน Windows 3.1 ได้เลยโดยไม่ต้องแก้ไข และซอฟต์แวร์ที่รันบน Windows 95 มีความสามารถส่ง Fax และ E - mail ได้
d. Windows 98 เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของ Windows 95 ระบบปฏิบัติการ Windows 98 เป็นระบบที่สนับสนุนการทำงานของโปรแกรมต่าง ๆ บน Windows โดยเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตอย่างมีประสิทธิภาพ
e. Windows Millennium Edition หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "Windows ME" ใน เวอร์ชันนี้พัฒนามาจาก Windows 98 เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากเวอร์ชันเก่า มีการสนับสนุนการทำงานแบบมัลติมีเดียมากขึ้น
f. Windows NT เป็นระบบปฏิบัติการในส่วนของเครือข่าย (Network) คล้าย กับ Windows 95 พัฒนามาจาก LAN Manager และ Windows for Workgroup โดย Windows NT มี 2 เวอร์ชัน ได้แก่ Windows NT Server และ Windows NT Workstation โดยที่ Server จะทำหน้าที่ระบบปฏิบัติการเครือข่ายที่คอยให้บริการแก่เครื่องที่เป็น Workstation
คุณสมบัติของระบบปฏิบัติการ Windows NT มีดังนี้
- สามารถใช้กับตัวประมวลผล (Processor) ได้หลายแบบ ทั้ง Pentium, DEC และ Alpha โดยย้ายรูปแบบโปรแกรมข้ามระบบได้
- สามารถเพิ่มขยายหน่วยความจำได้ถึง 4 จิกกะไบต์ (4 GB)
- ทำงานได้ในลักษณะหลายงานพร้อมกันและสามารถเปลี่ยนแปลงรายการแบบพหุคูณ หรือหลายรายการพร้อมกัน (Multithreading)
- สามารถใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีตัวประมวลผล (CPU) มากกว่า 2 โปรเซสเซอร์
- สามารถสร้างระบบแฟ้มของตนเองเป็นแบบ NTFS ซึ่งแต่เดิมจะเป็นแบบ FAT (File Allocation Table) เพียงอย่างเดียว
- สามารถสนับสนุนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีจานแม่เหล็กหลายตัวต่อเป็นชุด ซึ่งเรียกว่า RAID (Redundant Aray of Inerpenside Disks)
- มีระบบป้องกันความปลอดภัยของข้อมูลโดยสร้างรหัสผ่านให้กับผู้ใช้แต่ละคน และ สามารถกำหนดวันเวลาในการใช้งาน
- โปรแกรมที่ใช้ระบบ DOS ก็สามารถจะนำมาใช้งานบน Windows NT ได้
g. Windows 2000 Professional / Standard เป็นระบบปฏิบัติการที่ได้รับการ พัฒนาให้อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ที่ใช้งานลักษณะเป็นกราฟิก เช่น มีโปรแกรม Windows Installation Service ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถทำการติดตั้งหรืออัพเกรด (Upgrade) โปรแกรมได้ง่ายและมีการจัดการระบบตลอดจนมีการบริหารแม่ขายแบบรวมศูนย์ เหมาะสำหรับใช้ในงานสำนักงานมากกว่าที่จะใช้ที่บ้าน จุดเด่นของ Windows 2000 คือ การต่อเชื่อมระบบเครือข่ายและระบบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพสูงและสนับสนุน Multi Language
h. Windows XP เป็นระบบปฏิบัติการที่มีความสมบูรณ์แบบทั้งในด้านการ ทำงานร่วมกับ Internet Explorer 6 และ Microsoft Web Browser Windows XP มี 2 รูปแบบด้วยกัน คือ Windows XP Home Edition และ Windows XP Professional Edition
i. Mac OS X ระบบปฏิบัติการ Macintosh Operating System เป็นระบบ ปฏิบัติการของเครื่องแมคอินทอช เป็นผลิตภัณฑ์แรกที่ประสบความสำเร็จเกี่ยวกับการทำงานแบบ GUI ในปี ค.ศ. 1984 ของบริษัท Apple ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็นระบบปฏิบัติการ Mac OS โดยเวอร์ชันล่าสุดมีชื่อเรียกว่า Mac OS X เหมาะสมกับคอมพิวเตอร์ที่ผลิตโดยบริษัท Apple และมีความสามารถในการทำงานหลายโปรแกรมพร้อมกัน (Multitasking) เหมาะกับงานในด้านเดสก์ทอปพับลิชชิ่ง (Desktop Publishing)
j. OS/2 Warp Client พัฒนาขึ้นมาโดยบริษัท IBM ได้นำเครื่องคอมพิวเตอร์ PS/2 ข้าสู่ตลาดก็ได้ติดต่อบริษัทไมโครซอฟต์ พัฒนาระบบปฏิบัติการตัวใหม่เป็น ระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่องลูกข่าย สามารถทำงานแบบการทำงานหลายงาน (Multitasking) ได้ มีลักษณะการทำงานแบบดอสมากกว่า Windows สนับสนุนการทำงานแบบเครือข่าย มีขีดความสามารถติดต่อกับผู้ใช้แบบกราฟิกแต่ OS/2 ที่ผลิตออกมาในขณะนั้นไม่เป็นที่นิยม เพราะต้องใช้หน่วยความจำขนาดใหญ่ และโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับ OS/2 ก็มีน้อย
k. UNIX เป็นระบบปฏิบัติการที่ใหญ่ สามารถใช้งานในลักษณะการทำงาน หลาย ๆ โปรแกรมพร้อมกัน (Multitasking) และเป็นแบบมัลติยูสเซอร์ (Multi-User) คือ มีผู้ใช้หลาย ๆ คนพร้อมกัน เป็นระบบที่พัฒนามาใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ เช่น เครื่องเมนเฟรม มินิคอมพิวเตอร์และเวิร์กสเตชั่น (Workstation) เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ธรรมดา ๆ ที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ UNIX สามารถทำงานรองรับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มี User ต่อเชื่อมเข้ามาได้มากถึง 120 ตัว ไปพร้อม ๆ กันและเหมาะสมสำหรับระบบเน็ตเวิร์ก (Network) นอกจากนั้นยังสามารถเคลื่อนย้ายงานและแอพพลิเคชั่นไปมาระหว่างแพลทฟอร์มได้ และสามารถย้ายงานที่รันอยู่บนDOS หรือ Windows มาใช้บนระบบปฏิบัติการ UNIX ได้ นอกจากนี้ยังมียูทิลิตี้ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ UNIX อีกด้วย
l. LINUX เป็นระบบปฏิบัติการที่มีลักษณะคล้ายกับ UNIX พัฒนาขึ้นมาเพื่อ แจกจ่ายให้ใช้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และพัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ PC ระบบปฏิบัติการลินุกซ์ทะเล (Linux TLE) เกิดขึ้น เนื่องจากระบบปฏิบัติการลินุกซ์หลายค่ายจากต่างประเทศยังใช้งานภาษาไทยได้ไม่ดีเท่าที่ควร และการติดตั้งภาษาไทยก็ยุ่งยากพอสมควร จึงเป็นอุปสรรคสำคัญในการนำลินุกซ์มาใช้งาน จากปัญหาเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ซึ่งมีราคาสูง ทำให้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ได้ตั้งทีมออกแบบพัฒนาให้ใช้งานภาษาไทยและสามารถนำมาใช้งานแทน Windows ได้ ให้ชื่อว่า Linux TLE (Thai Language Extension) หรือ ลินุกซ์ทะเล และเป็นการพัฒนาโดยคนไทยซึ่งต้องการพัฒนาซอฟต์แวร์กลางที่มีภาษาไทยเสริม ภายใต้มาตรฐานสากล TLE จึงเป็นตัวแทนของจุดประสงค์ของการพัฒนา และแสดงเอกลักษณ์ของความเป็นไทย ให้สอดคล้องกับที่มาและสามารถเข้าใจได้ในเวทีสากล ลินุกซ์ทะเลได้พัฒนาระบบภาษาไทยให้ใช้งานได้ดีถึง 100% มีระบบการตัดคำที่อ้างอิงจากดิกชันนารี เพิ่มฟอนต์ภาษาไทยประเภทบิตแมปอีก 20 ฟอนต์ รวมทั้งฟอนต์แบบ True - Type สนับสนุนมาตรฐาน TIS620 เป็นฟอนต์ไทยซึ่งทาง NECTEC ได้จดลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
m. Solaris Solaris เป็นเวอร์ชันหนึ่งของ UNIX พัฒนาโดยบริษัท Sun Microsystems เป็นระบบปฏิบัติการเครือข่ายที่ออกแบบสำหรับงานด้านโปรแกรม E - commerce
3) ระบบปฏิบัติการสามารถแบ่งออกตามลักษณะการทำงานได้ดังนี้
a. ระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ Stand - alone เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือโน๊ตบุ๊ค ที่ทำงานโดยไม่มี การเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น หรือหากมีการเชื่อมต่อเป็นระบบเครือข่าย เช่น LAN หรือ Internet ก็จะเรียกระบบปฏิบัติการนี้ว่า "Client Operating System" ได้แก่ MS - DOS, MS - Windows ME, Windows server 2000, Windows XP, Windows NT, Windows server 2003, UNIX, LINUX, Mac OS, OS/2 Warp Client
b. ระบบปฏิบัติการแบบฝัง (Embedded Operating System) เป็นระบบปฏิบัติการที่มาพร้อมกับคอมพิวเตอร์ จัดเก็บไว้บนชิพ ROM ของเครื่องมี คุณสมบัติพิเศษ คือ ใช้หน่วยความจำน้อยและสามารถป้อนข้อมูลโดยใช้ สไตล์ลัส (Stylus) ซึ่งเป็นแท่งพลาสติกใช้เขียนตัวอักษรลงบนจอภาพได้ ตัวระบบปฏิบัติการจะมีคุณสมบัติวิเคราะห์ลายมือเขียน (Hand Writing Recognition) และทำการแปลงเป็นตัวอักษรเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้องพบได้ในคอมพิวเตอร์แบบ Hand Held เช่น Palm Top, Pocket PC เป็นต้น ระบบปฏิบัติการชนิดนี้ได้รับความนิยม คือ Windows CE, Pocket PC 2002 และ Palm OS เป็นต้น
c. ระบบปฏิบัติการเครือข่าย (Network Operating System : NOS) เป็นระบบปฏิบัติการที่ออกแบบเพื่อจัดการงานด้านการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ให้ สามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ เช่น เครื่องพิมพ์ ฮาร์ดดิสก์ เป็นต้น ระบบปฏิบัติการเครือข่ายจะมีลักษณะการทำงานคล้ายกับระบบปฏิบัติการดอส จะแตกต่างในส่วนของการเพิ่มการจัดการเกี่ยวกับเครือข่ายและการใช้อุปกรณ์ร่วมกัน รวมทั้งมีระบบป้องกันการสูญหายของข้อมูล ปัจจุบันระบบปฏิบัติการเครือข่ายจะใช้หลักการประมวลผลแบบไคลแอนด์เซิร์ฟเวอร์ (Client / Server) คือ การจัดการเรียกใช้ข้อมูลและโปรแกรมจะทำงานอยู่บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ในขณะที่ส่วนประกอบอื่น ๆ ของระบบปฏิบัติการเครือข่ายจะทำงานอยู่บนเครื่องไคลแอนด์ เช่น การประมวลผล และการติดต่อกับผู้ใช้
d. ระบบปฏิบัติการบนเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ระดับเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ โดยนำมาใช้ในด้านธุรกิจและการศึกษา ซึ่งจะมีผู้ใช้งานพร้อมกันจำนวนมาก โดยต้องทำการดูแลสั่งงานโปรแกรมพร้อม กันจำนวนหลาย ๆ โปรแกรม (Multitasking) การเข้าใช้งานเครื่องของผู้ใช้จำนวนหลาย ๆ คน (Multi - User) การจัดลำดับและแบ่งปันทรัพยากรให้กับผู้ใช้ ตลอดจนการรักษาความเป็นส่วนตัวและความลับของผู้ใช้แต่ละคน
e. ระบบปฏิบัติการแบบเปิด (Open Operating System) สามารถนำไปใช้งานบนเครื่องต่าง ๆ กันได้ เช่น ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ (UNIX) เป็นต้น
การเลือกใช้ระบบปฏิบัติการกับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ (Selecting a Microcomputer Operating System) เช่น งานพิมพ์เอกสาร งานคำนวณ งานออกแบบ หรืองานทางด้านบัญชี และมีจำนวนผู้ใช้กี่คน จำเป็นต้องใช้ข้อมูลและโปรแกรมต่าง ๆ ร่วมกันหรือไม่ ผู้ใช้แต่ละคนอยู่ที่เดียวกันหรืออยู่คนละแห่ง ประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะตัวประมวลผล ขนาดความจุของหน่วยความจำ โปรแกรมประยุกต์ที่มีใช้อยู่เดิมใช้กับระบบปฏิบัติการชนิดไหน ต้นทุนในการจัดหาระบบปฏิบัติว่ามีมากน้อยเท่าไร และความสามารถในการให้บริการหลังการขายของผู้จัดจำหน่าย ซึ่งแต่ละปัจจัยก็มีผลต่อการตัดสินใจจัดหาระบบปฏิบัติการเพื่อให้เหมาะสมกับองค์การและงบประมาณที่มี
โปรแกรมภาษา (Language Software) โปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่จะสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานนั้นถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาที่เรียกว่า "ภาษาคอมพิวเตอร์" ผู้เขียนโปรแกรม (Programmer) จะต้องเข้าใจถึงกฎเกณฑ์ไวยากรณ์ของคำสั่ง และวิธีการเขียนโปรแกรมของภาษาคอมพิวเตอร์ที่เลือกใช้เขียนโปรแกรม ปัจจุบันภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้สำหรับเขียนโปรแกรมมีอยู่มากมายหลายภาษา เช่น Basic, C, C++, Java เป็นต้น
โปรแกรมภาษาสามารถแบ่งออกได้ 3 แบบ คือ
1.ภาษาเครื่อง (Machine Language) เป็นภาษาของเครื่องคอมพิวเตอร์โดยมีโครงสร้างและพื้นฐานเป็นเลขฐาน 2 และตัวสตริง (Strings) ซึ่งเครื่องสามารถเข้าใจและพร้อมที่จะทำงานตามคำสั่งได้ในทันที ไม่จำเป็นต้องมีโปรแกรมแปลภาษา คำสั่งของภาษาเครื่องนั้นจะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ
a. ส่วนที่บอกประเภทของคำสั่ง (Operation Code หรือ Op-Code) เป็นส่วนที่ จะบอกให้เครื่องประมวลผล เช่น ให้ทำการบวก ลบ คูณ หาร หรือเปรียบเทียบ เป็นต้น
b. ส่วนที่บอกตำแหน่งของข้อมูล (Operand) เป็นส่วนที่บอกให้ทราบถึง ตำแหน่งหน่วยของข้อมูลที่จะนำมาคำนวณว่าอยู่ในตำแหน่ง (Address) ใดของหน่วยความจำ
2) ภาษาที่ใช้สัญลักษณ์ (Symbolic Language) ได้ปรับปรุงให้ง่ายขึ้นโดยสร้างรหัส (Mnemonic Code) และสัญลักษณ์ (Symbol) แทนตัวเลขซึ่งเรียกชื่อภาษาว่า ภาษาที่ใช้สัญลักษณ์ ลักษณะโครงสร้างของภาษาสัญลักษณ์จะใกล้เคียงกับภาษาเครื่องมากคือ ประกอบด้วย 2 ส่วนที่เรียกว่า Op - Code และ Operands โดยใช้อักษรที่มีความหมายและเข้าใจง่ายแทนตัวเลข
3) ภาษาระดับสูง (High - Level Language) เนื่องจากภาษาที่ใช้สัญลักษณ์ยังคงยากต่อการเข้าใจของมนุษย์ ประกอบกับความเจริญทางด้านซอฟต์แวร์มีมากขึ้น จึงได้มีการพัฒนาให้เป็นคำสั่งที่มีความหมายเหมือนกับภาษาที่มนุษย์ใช้กัน เพื่อให้สะดวกกับผู้เขียนโปรแกรม เช่น ใช้คำว่า PRINT หรือ WRITE แทนการสั่งพิมพ์ หรือแสดงคำว่าใช้คำว่า READ แทนการรับค่าข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ภาษาระดับสูง ตัวอย่างเช่น Visual Basic, C, C++, Java เป็นต้น
- คอมไพเลอร์ (Compiler) เป็นโปรแกรมภาษาซึ่งทำหน้าที่แปลคำสั่งในโปรแกรมต้นฉบับที่เขียนด้วยภาษาโปรแกรมระดับสูงตามลำดับของชุดคำสั่งและข้อมูลที่คอมพิวเตอร์สามารถปฏิบัติการได้
- อินเทอร์พรีเตอร์ (Interpreter) เป็นโปรแกรมภาษาซึ่งทำหน้าที่แปลคำสั่งในโปรแกรมต้นฉบับที่เขียนด้วยภาษาโปรแกรมระดับสูง และปฏิบัติการตามคำสั่งโดยตรงจากโปรแกรมต้นฉบับทันที จะแปลคำสั่งครั้งละหนึ่งคำสั่ง แล้วประมวลผลในทันที หลังจากนั้น จะรับคำสั่งถัดไปเพื่อแปลเป็นภาษาเครื่อง แล้วประมวลผลทันที เช่นนี้เรื่อยไปจนกว่าจะจบโปรแกรม หรือพบที่ผิดพลาดทางไวยากรณ์ในคำสั่งที่รับมาแปล
- ยุคของภาษาคอมพิวเตอร์
- ยุคที่ 1 (First Generation Language : 1GL) เป็นภาษาระดับต่ำ (Low - Level Language) ประกอบด้วยเลขฐานสอง ได้แก่ 0 และ 1 หรือเรียกว่า "ภาษาเครื่อง (Machine Language)"
- ยุคที่ 2 (Second Generation Language : 2GL) ได้มีผู้พัฒนาให้มีการใช้สัญลักษณ์แทนตัวเลขฐานสอง เรียกว่า "ภาษาสัญลักษณ์ (Symbol Language)" คือ ภาษาอังกฤษ จะเป็นคำสั่งสั้น ๆ ที่จำได้ง่าย เรียกว่า "นิวมอนิกโค้ด (Nemonic Code)" ทำให้นักเขียนโปรแกรมสามารถเขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างภาษาสัญลักษณ์ ได้แก่ ภาษา Assembly และเนื่องจากเป็นภาษาสัญลักษณ์ จึงต้องใช้ตัวแปลภาษา เพื่อทำให้เป็นภาษาเครื่องก่อน ด้วยตัวแปลภาษาที่เรียกว่า "Assembler"
- ยุคที่ 3 (Third Generation Language : 3GL) ภาษาสัญลักษณ์ได้มีการพัฒนาเพิ่มมากขึ้น ทำให้สามารถแทนตัวเลขฐานสองได้เป็นคำ ทำให้กลายเป็นภาษาที่มีไวยากรณ์ที่เข้าใจและเขียนได้ง่ายขึ้น คำสั่งสั้นและกระชับมากขึ้น เช่น ภาษา BASIC, COBOL, Pascal
- ยุคที่ 4 (Fourth Generation Language : 4GL) ได้มีการพัฒนารูปแบบการเขียนโปรแกรมจากยุคที่ 3 ที่จัดว่าเป็นการเขียนแบบ Procedural ให้กลายเป็นการเขียนแบบ Non - Procedural ที่สามารถกระโดดไปทำคำสั่งใดก่อนก็ได้ตามที่โปรแกรมเขียนไว้ นอกจากนี้ จุดเด่นของภาษาในยุคนี้เริ่มจากการเขียนคำสั่งให้ผู้ใช้สามารถจัดการกับข้อมูลในฐานข้อมูลได้และพัฒนาต่อมากลายเป็นการเขียนคำสั่งให้ได้โปรแกรมที่มีส่วนติดต่อกับผู้ใช้แบบกราฟิกมากขึ้น และพัฒนาจนมาถึงการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ (Object - Oriented Programming) เช่น ภาษา C++, Visual C++, Delphi, Visual Basic เป็นต้น ปัจจุบันมีภาษาที่ใช้หลักการของโปรแกรมเชิงวัตถุที่นิยมใช้ เช่น ภาษา Java
- ยุคที่ 5 (Fifth Generation Language : 5GL) เป็นภาษาที่ใช้สำหรับพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert System : ES) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ภาษาในยุคที่ 5 เรียกว่า "ภาษาธรรมชาติ (Natural Language)" คือ ไม่ต้องสนใจถึงคำสั่งหรือลำดับของข้อมูลที่ถูกต้อง ผู้ใช้เพียงแต่พิมพ์สิ่งที่ต้องการลงในเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นคำหรือประโยคตามที่ผู้ใช้เข้าใจ คอมพิวเตอร์จะพยายามแปลคำหรือประโยคเหล่านั้นเพื่อทำตามคำสั่ง แต่ถ้าไม่สามารถแปลให้เข้าใจได้ ก็จะมีคำถามกลับมาถามผู้ใช้เพื่อยืนยันความถูกต้อง
โปรแกรมยูทิลิตี้ (Utility Software) เป็นโปรแกรมที่ให้บริการต่าง ๆ เช่น การจัดเรียงข้อมูลตามหลักใดหลักหนึ่ง (Sort) รวมแฟ้มข้อมูลที่เรียงลำดับแล้วเข้าด้วยกัน (Merge) หรือย้ายข้อมูลจากอุปกรณ์รับส่งอย่างหนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง ประกอบด้วยโปรแกรมต่าง ๆ ได้แก่ Editor, Debugging, Copy
2 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) เป็นโปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่เขียนขึ้นเพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานเฉพาะอย่างหรือเฉพาะด้าน
ประเภทของซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) มี 2 ประเภท คือ
ซอฟต์แวร์สำหรับงานทั่วไปหรือซอฟต์แวร์สำเร็จรูป
- ซอฟต์แวร์เกี่ยวกับระบบจัดการ
- ซอฟต์แวร์ประมวลผลคำ
- ซอฟต์แวร์กระดานคำนวณ
- ซอฟต์แวร์จัดการข้อมูลด้านงานธุรกิจ
- ซอฟต์แวร์นำเสนอ (Presentation Software)
- ซอฟต์แวร์เพื่อการติดต่อสื่อสารและเข้าถึงข้อมูล
ซอฟต์แวร์สำหรับงานเฉพาะด้าน
เป็นโปรแกรมที่ผลิตขึ้นมาเพื่อทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง และไม่สามารถทำงานอื่นได้ เช่น โปรแกรมระบบบัญชี โปรแกรมช่วยงานอุตสาหกรรม เป็นต้น
ข้อดี - ข้อเสียระหว่างการจัดจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์กับการจัดหาซอฟต์แวร์สำเร็จรูปในองค์กร
ข้อดีของการจัดจ้างพัฒนาซอฟต์แวร
- ประหยัดค่าใช้จ่าย
ข้อดีของการจัดจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์
- การบริการบำรุงรักษา บริษัทผู้รับจ้างจะช่วยดูแลบำรุงรักษาและแก้ไขปัญหาจน มั่นใจในความถูกต้องของโปรแกรม
- ซอฟต์แวร์มีความยืดหยุ่นรองรับอนาคต
- สามารถนำบุคลากรไปพัฒนางานอื่น ๆ ขององค์กรได้
- การจัดการเงินทุน ค่าใช้จ่าย แน่นอนตามวงจรเวลาในข้อสัญญา
ข้อเสียของการจัดจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์
- สูญเสียการควบคุม
- ความต้องการพึ่งพา (Dependency)
- ความลับของหน่วยงาน
ข้อดีของการจัดหาซอฟต์แวร์สำเร็จรูป
- มีราคาต่ำกว่าการพัฒนาเองเนื่องจากบริษัทผลิตขายในเชิงพาณิชย์จำนวนมาก ทำให้ต้นทุนต่ำลงกว่าผลิตเพื่อขายในคราวเดียว
- ความน่าเชื่อถือ
- การประมาณการเวลาจัดหา แน่ชัดและใช้เวลาน้อยกว่าวิธีใด ๆ
ข้อเสียของการจัดหาซอฟต์แวร์สำเร็จรูป
- การจัดหาซอฟต์แวร์สำเร็จรูปมีข้อเสียที่สำคัญที่สุดคือ ความไม่ตรงกับความ ต้องการของหน่วยงาน
กฎหมายลิขสิทธิ์ของซอฟต์แวร์
ความเป็นมาของกฎหมายลิขสิทธิ์
ในประเทศไทยการกำหนดลิขสิทธิ์ได้ปรากฏครั้งแรกราว พ.ศ.2445 ในรัชกาลที่ 5 เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรม (Literacy) เรื่อง "วัชิรญาณวิเศษ" และได้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายใหม่ในปี พ.ศ.2457 สมัยรัชกาลที่ 6 โดยยังคงเน้นงานด้านวรรณกรรม ต่อมาในปีพ.ศ.2474 สมัยรัชกาลที่ 7 ได้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฉบับนี้มีความสมบูรณ์ครอบคลุมงานอื่น ๆ อีกเช่น งานคิดค้นทางวิทยาศาสตร์และผลงานของชาวต่างชาติแก่กฎหมายฉบับนี้มีบทลงโทษในสถานเบา ในปีพ.ศ.2521 ได้เพิ่มงานสื่อภาพ เสียง และวีดีโอให้ครอบคลุมของกฎหมาย จากนั้นอีก 15 ปี คือ พ.ศ.2534 รัฐบาลได้ประกาศขยายความครอบคลุมงานด้านวรรณกรรม ที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ การนำไปเผยแพร่และการให้เช่า งานด้านสื่อภาพ เสียง (Visual - Sound - Video) พระราชบัญญัติฉบับนี้ถูกใช้มาจนถึงปัจจุบันโดยเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 21 มีนาคม 2538 ภายใต้ความรับผิดชอบดูแลของกรมลิขสิทธิ์ทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ (Department of Intellectual Property - DIP)
ลิขสิทธิ์ในซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ถูกกำหนดนิยามเป็นชุดของคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้หรือได้ผลลัพธ์ใด ๆ ออกมา ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ถือเป็นงานวรรณกรรม (Literacy) คล้าย ๆ กับหนังสือ บทประพันธ์ บทบรรยาย การละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกลงโทษโดยการปรับ 20,000 ถึง 200,000 บาท หากละเมิดกระทำไปเพื่อหวังผลกำไร - เป็นการค้า จะปรับ 100,000 ถึง 800,000 บาท หรือจำคุก 6 เดือนถึง 4 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ การป้องกันสิทธิ์จะครอบคลุมตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์งานนั้น ๆ บวก 50 ปี การขอลิขสิทธิ์จะต้องจัดเตรียมหนังสือมอบอำนาจทำการแทน (ถ้ามี) แบบฟอร์มคำร้องขอจำนวน 3 ชุด ชุดสิ่งประดิษฐ์ 2 ชุดหรือภาพถ่าย (ในกรณีมิอาจนำสิ่งของ - ผลงานมายื่นเสนอได้)
ข้อยกเว้นเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ด้านคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์
ผู้ละเมิดจะไม่มีความผิดหาก
- มิได้มีเจตนาเพื่อการค้าหรือแสวงหากำไร
- มิได้ล่วงล้ำสร้างความเสียหายที่รุนแรงใด ๆ ต่อเจ้าของลิขสิทธิ์
การบังคับใช้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์จะครอบคลุมถึงคอมพิวเตอร์จากต่างประเทศ ดังนี้
- ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์มีสัญชาติหรือเป็นพลเมืองของประเทศที่เป็นสมาชิกของกลุ่ม ความตกลงกรุงเบริน (Berne Convention for Protection of Literacy and Artistic Works) เช่น USA, UK, JAPAN
- งานนั้นได้จดสิทธิบัตรไว้ในประเทศที่เป็นสมาชิกของ Berne หรือ TRIPs (องค์กรต่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกอยู่ เช่น United Nations - UN, WHO - World Health Organization) เป็นต้น
0
0
0
s2sdefault

   นอกเหนือจากเมนบอร์ด เพาเวอร์ซัพพลายและอุปกรณ์รอบข้างอื่น ๆ แล้ว ยังมีอุปกรณ์อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญ เป็นการ์ดเพื่อขยายในเครื่องคอมพิวเตอร์ การ์ดเพิ่มขยายส่วนใหญ่ที่เสียบในสล็อตจะเป็นคอนโทรลเลอร์ หรือการ์ดควบคุมอุปกรณ์ (Controller Card)

     Controller Board คอนโทรลเลอร์บอร์ด คือ บอร์ดที่มีสายริบบอน ต่อเชื่อมตัวบอร์ดเข้ากับดิสก์ไดร์ฟ หรือฮาร์ดดิสก์ นั่นคือบอร์ดคอนโทรลเลอร์

Harddisk Controller คือ ชนิดของอุปกรณ์ควบคุมฮาร์ดดิสก์ และใช้เป็นชื่อเรียกชนิดของฮาร์ดดิสก์ด้วย Harddisk Controller ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างฮาร์ดดิสก์กับ BUS บางครั้งรวมมาบนเมนบอร์ด ไม่ได้แยกเป็นการ์ด ฮาร์ดดิสก์คอนโทรลเลอร์มีหลายชนิด คือ IDE,EIDE,ESDI,SCSI
IDE (Integrated Drive Electronic) เป็นชนิดที่มีความเร็วสูงเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม (de facto standard) สำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ฮาร์ดดิสก์ ที่ใช้กันมากในเครื่องระดับไมโครคอมพิวเตอร์ สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้สูงสุด 2 ตัว ส่งผ่านข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 3 เมกกะบิต/วินาที และรองรับฮาร์ดดิสก์ความจุสูงสุดที่ 528 MB. ซึ่งด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการใช้งานอุปกรณ์รุ่นใหม่ ๆ จึงได้มีการพัฒนาเป็น EIDE
controler1          controler2

controler3

EIDE (Enhanced Integrated Drive Electronics) สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ถึง 4 ตัว รองรับฮาร์ดดิสก์ได้สูงสุดถึง 8.4 กิ๊กกะไบต์ ส่งผ่านข้อมูลได้สูงสุดที่ 9-16 เมกกะบิต/วินาที

controler4

ESDI (Enhance Small Device Interface) เป็นชนิดที่มีความเร็วสูงและความจุสูง

controler5

SCSI (Small Computer System Interface) นอกจากเป็นฮาร์ดดิสก์คอนโทรลเลอร์แล้ว ยังเป็นคอนโทรลเลอร์ที่ควบคุมอุปกรณ์อื่น ๆ ได้อีก เป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อแบบขนานของ ANSI ใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์ความเร็วสูงใด ๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์ สแกนเนอร์ เป็นต้น สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้สูงสุด 8-16 ตัว

controler6

 

     สังเกตโดยการไล่สายริบบอน จากตัวฮาร์ดดิสก์ไปยังแผงวงจร และแผงวงจรนั้นจะเป็นคอนโทรลเลอร์ของมัน

     บอร์ดฮาร์ดดิสก์คอนโทรลเลอร์กับการต่อสายริบบอนใช้งาน จะเห็นได้ว่าขั้วต่อบนฮาร์ดดิสก์คอนโทรลเลอร์จะมีขั้วแบบ 34 ขา อยู่ 2 แถว แต่ถูกต่อใช้งานไว้เพียงแถวเดียว ส่วนขั้วต่อแบบ 20 ขา มีสองแถวเช่นกัน แต่ถูกต่อกับสายริบบอนทั้งคู่ ขั้วต่อทั้งหมดหาได้ไม่ยาก มีลักษณะเป็นขาและมีฐานรองอยู่ข้างล่าง ศัพท์ทางเทคนิคเรียกว่า Pincushion แต่มีฮาร์ดดิสก์บางแบบที่ไม่ได้อินเตอร์เฟซ แบบ 3 ขั้วต่อ แต่ใช้การเชื่อมเพียงขั้วเดียว แต่มีขาอยู่ 40 ขาแทน

     Tape Controller ถ้าต้องการติดตั้งเทปไดร์ฟเพื่อสำรองระบบ จะต้องมีคอนโทรลเลอร์บางอย่างด้วย เทปไดร์ฟบางแบบสามารถใช้ฟล็อปปี้ดิสก์คอนโทรลเลอร์ได้ แต่มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการใช้งานกับเทป จึงทำให้การสำรองข้อมูลทำได้ช้ามาก เทปไดร์ฟมีทั้งแบบติดตั้งภายนอกและภายใน ในการสำรองข้อมูลควรใช้แบบติดตั้งภายนอก เหมาะสำหรับการสำรองข้อมูลหลาย ๆ เครื่อง และบางครั้งยังสามารถใช้ร่วมกันหลายคนได้

SCSI ท้าชน IDE

     ทุกวันนี้เริ่มมีผู้คนหันมาใช้ไดร์ฟแบบ SCSI กันมากขึ้น เพราะมีการทำงานที่ดีกว่า เห็นได้จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนะครับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า SCSI จะเขี่ย IDE กระเด็นไปเสียเลยก็ไม่ใช่ หากท่านจะเลีอกซี้อมาใช้สักอัน คงต้องพิจารณากันหน่อยนะครับ เอาล่ะเรามาดูกันว่าอะไรจะดีกว่ากันนะครับ

     โดยปรกติแล้วไดร์ฟแบบ IDE ก็มีคุณสมบัติพอๆและทำงานคล้ายๆกับ SCSI แหละครับ แต่ถ้าพิจารณาจากราคาที่ถูกกว่าของ IDE แล้วก็จะเห็นว่าบ้านเรามีผู้ใช้ IDE กันมาก ซึ่งบางทีก็จะเห็นแบบ SCSI เข้ามาบ้าง เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือ PC มักจะนิยมใส่ IDE กันมากเพราะราคาถูก และทำงานได้ดีพอสมควร แต่ถ้าจะพิจารณากันจริงๆแล้วมันต้องพิจารณากันให้ดีๆ นานๆ บริษัทคอมบางแห่งก็มีทั้งไดร์ฟแบบ SCSI และ IDE ให้เลือก ในไดร์ฟแบบ IDE และ SCSI มีทุกอย่างที่เหมือนกันยกเว้น logic board ของไดร์ฟแบบ SCSI จะมีชิปพิเศษอีกตัวหนึ่งซึ่งทำให้ไดร์ฟแบบ SCSI ทำงานบนบัสแบบ SCSI ดังนั้นไดร์ฟ SCSI ส่วนใหญ่ก็คือแบบ IDE ที่เพิ่มชิปพิเศษตัวนี่ขึ้นมานั่นเอง

     ในไดร์ฟแบบ SCSI นี้ข้อมูลจะต้องผ่านชิปพิเศษตัวนี้ด้วย ทำให้ไดร์ฟแบบ IDE เป็นต่อในเรื่องนี้ เพราะไม่มีชิปตัวนี้ให้ผ่านให้เสียเวลา แต่ในคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่อง ไดร์ฟแบบ SCSI ก็ดีกว่าแบบ IDE เพราะว่า บัสSCSIจะค่อนข้างฉลาดกว่าแบบ IDE ในการส่งผ่านข้อมูลแบบ SCSI นี่จะมีขั้นตอนมากมายยุ่งยาก ถ้าเอามาเปรียบเทียบกันจะทำให้ไดร์ฟแบบ IDE ดูจะเร็วกว่า แต่ใน Operating System ที่มีการสนับสนุน Multitasking หรือว่าเราทำงานแบบทีเดียวหลายๆอย่างในคราวเดียวกัน ไดร์ฟแบบ SCSI น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่านะครับ เพราะว่าความฉลาดที่มันมีมากกว่าแบบ IDE นั่นเอง

     อุปกรณ์แบบ SCSI สามารถติดต่อกับ CPU ได้อย่างอิสระโดยผ่าน บัส SCSI เพราะว่าอุปกรณ์ทุกชนิดในคอมพิวเตอร์จะมีตัวควบคุมที่ฝังอยู่ การรับ-ส่งข้อมูลก็จะสามารถทำได้ที่ความเร็วสูงระหว่างอุปกรณ์เหล่านี้โดยไม่ใช้กำลังของ CPU เลย ไดร์ฟแบบ IDE ก็เหมือนกันคือใช้ตัวควบคุมนี้ แต่ว่ามันไม่สามารถทำงานได้ในเวลาเดียวกัน และไม่สนับสนุนคำสั่งแบบหลายๆคำสั่งได้

     ในจำนวนผู้ใช้หลายๆคน ส่วนใหญ่ไดร์ฟแบบ IDE ก็เพียงพอกับความต้องการ และทำงานได้ดี แต่ถ้าการทำงานของเราเป็นแบบ multitasking แล้วล่ะก็ไดร์ฟแบบ SCSI น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่านะครับ สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจที่จะซื้อไดร์ฟสองอย่างนี้ ก็พิจารณาการทำงานของเราให้ดีๆนะครับว่าเป็นอย่างไหน แล้วก็ตัดสินใจให้ดีก่อนซื้อนะครับ.....

0
0
0
s2sdefault